http://www.google.com

ไปเที่ยวทะเล ไประนอง แนำนำไปเกาะพะยาม “ เกาะพยาม  ไม่เห็นมีอะไร  น้ำก็ไม่ใส ทรายก็ไม่ขาวเหมือนทะเลทางใต้ที่อื่น ทำไมนึกถึงทะเลระนองต้องพูดถึงแต่เกาะพยาม ”  นี่คือความคิดของฉันที่มีต่อเกาะนี้มาตลอด

ไปเที่ยวทะเล ไประนอง แนำนำไปเกาะพะยาม ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า เกาะนี้มีอะไรมากเหลือเกิน ครั้งหนึ่งในชีวิตของการไปเที่ยวทะเล ถ้าไม่ได้มาที่นี่คงรู้สึกเสียดายอย่างบอกไม่ถูก   รีวิวนี้จะมาบอกเล่าเรื่องราวท่องเที่ยวเกาะพยามในมุมมองของฉันที่เคยได้สัมผัสมา

https://wyominglegionbaseball.com/wp-admin/post.php?post=1693&action=edit

ควรใช้เวลาเที่ยวกี่วันสำหรับเกาะพยามถึงจะเรียกว่าได้สัมผัสบรรยากาศแบบเต็มที่  3 วัน 2 คืน คือ ช่วงเวลาที่พอเหมาะ  การเดินทางไปเกาะพยามเริ่มที่ท่าเรือเทศบาลตำบลปากน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองระนองใช้เวลาเดินทางเพียง 15 นาทีเท่านั้น  จากท่าเรือไปยังเกาะพยามจะต้องนั่งเรือข้ามไปเกาะ มีเรือที่ให้บริการ 2  แบบ นั่นคือ เรือธรรมดาใช้เวลาเดินทางชั่วโมงครึ่ง ราคาคนละ 200 บาท และเรือสปี๊ดโบทใช้เวลา 30 นาที  ราคาคนละ 350 บาท

เพื่อความรวดเร็วในการเดินทางฉันเลือกเดินทางโดยเรือสปีดโบ๊ทรอบสุดท้ายจากระนอง คือเวลา 14.30 น. เพียง 30 นาที ก็มาถึงท่าเรือฝั่งเกาะพยาม  ตรงจุดนี้เรียกว่า ท่าเรืออ่าวแม่หม้าย น้ำทะเลที่อ่าวแม่ม้ายฝั่งท่าเรือน้ำใสใช้ได้เลยทีเดียว  อ่าวเม่ม้าย ถือว่าเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวเกาะพยามทั้งหมด เพราะจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ไม่ว่าจะร้านค้า ร้านอาหาร มอเตอร์รับจ้าง หรือร้านมอเตอร์ไซต์ให้เช่า 

รวมถึงเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทชื่อดังบนเกาะพยาม เดอะบลูสกาย รีสอร์ท  บนเกาะพยามมีหลายอ่าว หลักๆ เรียงตามลำดับความใกล้ ได้แก่ อ่าวแม่ม้าย อ่าวเขาควาย  อ่าวใหญ่  อ่าวกวางปีบ อ่าวที่ค่อนข้างใหญ่และมีที่พักให้เลือกเยอะก็คือ อ่าวเขาควาย และอ่าวใหญ่  แต่ละอ่าวตั้งอยู่ไม่ไกลกันมาก สามารถเดินทางถึงกันด้วยมอเตอร์ไซต์ใช้เวลาเพียง 10-15 นาที เท่านั้น เป็นการเที่ยวเกาะที่ฉันรู้สึกว่าสะดวกสุดๆ อย่างเกาะสมุยแต่ละหาดค่อนข้างอยู่ไกลกันพอสมควร ถนนหนทางก็ไม่ได้ร่มรื่น น่าขับรถเหมือนถนนบนเกาะพยาม

ไม่ไกลจากท่าเรืออ่าวแม่ม้ายเป็นที่ตั้งของวัดเกาะพยาม เป็นวัดที่เพียงแห่งเดียวบนเกาะซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของชาวบ้านที่นี่ มีเอกลักษณ์คือ หากเรานั่งเรือมาจะเห็นพระอุโบสถกลางน้ำสวยเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกล วัดนี้ฉันแวะไปไหว้ในวันสุดท้ายก่อนกลับ ชุมชนบริเวณท่าเรืออ่าวแม่ม้าย ค่อนข้างคึกคักไปด้วยร้านค้า

ถนนหนทางที่ใช้สัญจรภายในเกาะพยามส่วนใหญ่เป็นถนนคอนกรีต ทางดี  ขับง่าย  บางเส้นตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นยางพาราพืชเศรษฐกิจซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้าน  จะพบเห็นสวนยางได้เยอะในถนนที่จะมุ่งไปยังอ่าวใหญ่ นั่งรถผ่านรู้สึกร่มรื่น มาเที่ยวเกาะแต่ไม่รู้สึกร้อนเลยซักนิด รู้สึกเย็นสบาย ใกล้ชิดธรรมชาติ สวนยางบนเกาะค่อนข้างสวยค่ะ ที่เกาะพยามยังชูเรื่องสวนยางพาราเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกอย่างหนึ่งด้วย วิถีชีวิตของชาวบ้านบนเกาะฉันรู้สึกว่ายังดูเป็นชาวบ้านแบบดั้งเดิมอยู่มากจะไม่ค่อยออกเชิงการค้าหรือธุรกิจอะไรมากนัก

นอกจากปลูกยางพาราแล้ว  ระหว่างทางในถนนบางเส้นของเกาะจะเห็นเจ้าต้นนี้ด้วย  หากบอกว่าชื่อ ต้นกาหยู หลายคนอาจไม่คุ้น แต่ถ้าบอกว่า เจ้าต้นนี้คือ ต้นของเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ที่เรามักเห็นร้านอาหารเอามาใส่ในยำ ทุกคนคงร้องอ๋อ  การทำสวนกาหยู

คือ อีกอาชีพหนึ่งของชาวบ้านบนเกาะพยาม ผลของต้นมะม่วงหิมพานต์กำลังสุกงอม ที่เห็นอยู่ตรงท้ายผลนั่นคือ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ เมื่อสุกเต็มที่ชาวบ้านก็จะเด็ดเฉพาะเมล็ดแล้วนำมาคั่วไฟ หลังจากนั้นก็เทาะเมล็ดสีขาวซึ่งอยู่ด้านในออกมาขาย  ฉันเคยเห็นกรรมวิธีคั่วเมล็ดแล้วเวลาโดนไฟ เมล็ดจะเด้ง ดีด ดึ๋ง เอาเรื่องเลย เพราะบ้านยายปลูกต้นนี้เยอะก็จะชอบเก็บเอามาคั่วกิน

ขับมอเตอร์ไซต์จากท่าเรือมาได้ประมาณครึ่งชั่วโมง บ่ายแก่ๆ ก็มาถึงที่พักในคืนแรกของฉัน  เลซี่ฮัท บังกะโล  ซึ่งตั้งอยู่บนอ่าวใหญ่ เหตุผลที่เลือกพักเพราะตั้งใจมาชมพระอาทิตย์ตก ซึ่งตกทำมุมตรงหน้าที่พักพอดี อ่าวใหญ่ถือว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ที่สวยที่สุดของเกาะพยาม  หากใครไม่ได้มาพักที่อ่าวนี้ ก็สามารถขับรถมาชมได้ แต่ฉันเน้นสะดวกไม่อยากเดินทางเข้ามาเพราะเส้นทางอ่าวใหญ่ค่อนข้างลึกกว่าอ่าวอื่น  ที่พักจะตกแต่งออกแนวแร็กเก้เล็กน้อยเพราะลูกค้าส่วนใหญ่คือ ชาวต่างชาติ ซึ่งมักจะชอบบรรยากาศแบบนี้

บรรยากาศของเลซี่ฮัท บังกะโล  จะสร้างให้กลมกลืนกับธรรมชาติ คือ เป็นกระท่อมแบบเรียบง่าย มีห้องน้ำในตัวและพัดลม ราคาคืนละ 400 บาท เท่านั้น  ถูกมาก  ทีนี่ไม่มีห้องแอร์  ไฟฟ้าใช้ได้ตั้งแต่ 6 โมงเย็น ถึง ห้าทุ่ม  แต่ไม่ต้องกลัวร้อนเพราะอากาศตอนกลางคืนค่อนข้างเย็น หากใครไม่ได้ติดหรูหรือรักสบายมาก อยากนอนใกล้หาด ใกล้ชิดพระอาทิตย์ตก แต่มีงบประมาณของที่พักไม่เยอะ ที่นี่ตอบโจทย์

บ้านซึ่งพี่ยอดเจ้าของบอกว่าเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ น้องคือ คนแรกที่ได้มาพักเลยนะ ถือว่ามาเปิดซิง เป็นที่พักที่อยู่ใกล้กับหาดที่สุด ห้องพักแบบนี้เรียกว่าลักซ์ชัวรี่ซีวิว ซึ่งสามารถมองเห็นวิวทะเลจากบ้านพักได้เลย มีทั้งหมด 2 ชั้น ชั้นล่างมี 2 ห้อง ข้างบนมี 2 ห้อง  เป็นห้องแบบพัดลมทั้งหมดเพราะบอกไปแล้วที่นี่ไม่มีห้องแอร์ค่ะ เน้นเรียบง่าย  ราคาห้องทั้งสองชั้นเท่ากันคืนละ 800 บาท

ขับรถกลับมายังอ่าวใหญ่ เพื่อรอถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก อ่าวนี้ส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแบคแพคมากันแบบครอบครัว บ้างก็มาเป็นคู่ คนไทยน้อยมาก บางคนมาอยู่เป็นเดือน  มาพักผ่อน นั่งนอนอ่านหนังสือ  ดื่มด่ำบรรยากาศของทะเล อ่าวทุกอ่าวของเกาะพยามค่อนข้างเงียบสงบ ไม่ได้อึกทึก คึกโครม เต็มไปด้วยผับ บาร์ เหมือนเกาะอื่นๆ  ประมาณ 3 ทุ่มกว่า ร้านค้า  ร้านอาหาร ก็เริ่มปิดหมดแล้ว  จึงเป็นเกาะที่เหมาะสำหรับหลีกหนีความวุ่นวายเพื่อมาพักผ่อนจริงๆ  

จากที่เคยเที่ยวเกาะมาหลายเกาะฝรั่งเค้าค่อนข้างที่จะชอบเที่ยวแบบสมบุกสมบันน่ะค่ะ  คือถ้าหรูก็หรูไปเลย แต่ส่วนใหญ่จะเห็นกินอยู่แบบง่ายๆ มักนิยมเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน บางคนเห็นเดินแบกกระเป๋าตากแดดร้อนจูงมือลูกจากท่าเรือไปยังที่พักก็มี เข้าใจว่าบ้านเค้าคงเจอแต่อากาศหนาวมากพอได้มาเจออากาศร้อนเลยรู้สึกฟิน ซึ่งแตกต่างกับเราวิ่งหลบแดดสุดฤทธิ์

อำลาจากเลซี่ฮัท อ่าวใหญ่ เพื่อไปกลับไปยังท่าเรืออ่าวแม่ม้าย เพื่อไปยังที่พักคืนที่ 2 นั่นก็คือ เดอะบลูสกาย รีสอร์ท จากท่าเรืออ่าวแม่ม้ายเลี้ยวขวาตรงไปจะเจอสะพานข้ามไปยัง บลูสกายรีสอร์ท น้ำของที่นี่จะขึ้น ลง เป็นช่วงเวลาค่ะ สะพานนี้มา 2 เวลา

คือ ตอนเที่ยงพื้นที่ตรงนี้แห้งขอดเห็นแต่พื้นทราย แต่พอขับรถมาอีกทีตอนบ่าย 2 ครึ่ง น้ำทะเลเริ่มขึ้นแล้วค่อยๆ ไหลเข้ามากลายเป็นภาพท้องทะเลกว้างใหญ่  สีสันของสีน้ำทะเลตัดกับสวยงามมาก น้ำทะเลที่เกาะพยามค่อนข้างใสเลยทีเดียวเพียงแต่ว่าทรายไม่ได้มีสีขาวจะออกเป็นสีน้ำตาลมากว่า บางครั้งน้ำขุ่นก็เกิดจากทราย เลยทำให้รู้สึกว่าทะเลที่นี้สวยสู้ที่อื่นไม่ได้

มาถึงที่พักเดอะบลู สกาย เชื่อว่ามีหลายคนรู้จักเกาะพยามเพราะ บลูสกาย  หรือต้องการมาเกาะพยามด้วยเหตุผลว่าอยากมาพักที่นี่   เห็นหลายคนต่างก็ขวนขวายซื้อแพคเกจในงานท่องเที่ยวกันนักหนา เคยเห็นรีวิวที่พักมาบ้าง รู้ว่าที่นี้สวยน่านอนจัง แต่ความรู้สึกในตอนนั้นไม่ถึงกับว่าจะต้องมาเกาะพยามด้วยเหตุผลเพียงอยากพักที่นี่  แต่เมื่อมีโอกาสมาพักด้วยตัวเองเลยได้เข้าใจว่าทำไมหลายคนอยากมาเกาะพยามด้วยเหตุผลเพียงต้องการมาพักที่ บลูสกาย  

ที่นี่ไม่ได้สวยแค่ห้องพัก แต่สวยและคุ้มค่าด้วยบรรยากาศติดริมทะเล มีมุมให้เราได้นั่งเล่นพักผ่อนหลายมุม ราคาในหน้าเว็บคืนละ 7 พันบาท (รวมอาหารเช้า)  แต่ส่วนใหญ่จะเห็นนักท่องเที่ยวซื้อแพคเกจในงานท่องเที่ยวซึ่งราคาคงลดไปเยอะ แต่ไม่แน่ใจว่าราคาเท่าไหร่แต่น่าจะเป็นราคาที่หลายคนเอื้อมถึงได้  แขกที่มาส่วนใหญ่ก็จะมีแต่คนไทย ต่างชาติจะน้อย  แต่สำหรับใครที่ไม่ได้พักก็สามารแวะมาถ่ายภาพชมวิว หรือทานอาหารได้ค่ะ เค้าเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนถึงแม้ไม่ได้เป็นแขกที่มาพักก็ตาม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *