http://www.google.com

เที่ยวดอยผาหมีเชียงราย ธรรมชาติของ ชุมชนคนบนดอยตามรอยพ่อ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงม้าไปตามไหล่เขาสูง เพื่อไปเยี่ยมเยือนช่วยเหลือราษฎรในถิ่นธุรกันดาร  โดยมีขบวนของชาวบ้านรับเสด็จและประคองพระองค์ไว้

เที่ยวดอยผาหมีเชียงราย ธรรมชาติของ ชุมชนคนบนดอยตามรอยพ่อ  เมื่อพิจารณาจากในภาพแล้ว รอบด้านเป็นภูเขาสูง ดูสภาพแห้งแล้ง มีหมู่บ้านชาวไทยภูเขาเพียงไม่กี่หลังคาเรือน  ที่แห่งนี้ต้องเป็นถิ่นธุรกันดารมาก รถไม่น่าจะเข้าถึงได้

https://wyominglegionbaseball.com/wp-admin/post.php?post=1742&action=edit

หลังจากที่นำภาพนี้ให้คนใกล้ชิดดู บอกว่าจะไปดอยผาหมีตามรอยภาพประทับใจ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คงไกลและเดินทางลำบากแน่ ฉันหัวเราะพร้อมตอบกลับไปว่า นั่นคือภาพในอดีตแต่ในปัจจุบันนี้เจริญแล้ว เดินทางสะดวก ถนนลาดยางอย่างดี ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีจากตัวเมืองแม่สาย และเพียงแค่ 1 ชั่วโมงจากตัวเมืองเชียงราย ง่ายและใกล้จนคิดว่านี่คือ

การมาเที่ยวดอยเหรอ เพราะปกติเวลาไปดอยไหน จะเดินทางไม่เคยต่ำกว่า 1 ชั่วโมง เส้นทางไปยังดอยผาหมีนั้นร่มรื่น เขียวขจี มีโค้งบ้าง แต่ต้องเรียกได้ว่าระยะทางเป็นโค้งในระดับอนุบาล อาจจะเพิ่มขึ้นมาเป็นระดับประถมเมื่อเริ่มเข้าตัวหมู่บ้าน และระดับมัธยมเมื่อขึ้นไปยังยอดดอยสูงสุด เพราะทางจะค่อนข้างแคบและมีช่วงจังหวะโค้งหักศอก  

สำหรับใครที่ไม่มีรถส่วนตัวบางครั้งการเดินทางขึ้นดอยที่ไม่ใช่ดอยฮิตอาจไม่ง่ายนัก  ส่วนใหญ่จะไม่มีรถโดยสารให้บริการ หรือต้องรอรถตามรอบซึ่งบางแห่งมีวันละรอบสองรอบเท่านั้น หรืออาจต้องเหมารถขึ้นไปซึ่งราคาอาจแพง  

แต่ถ้ามาเที่ยวดอยผาหมี ติดต่อรถที่พักให้มารับจุดนัดพบเริ่มต้น ที่ บ ข ส แม่สาย   คิดค่าบริการเที่ยวละ 100 บาทเท่านั้น มาคนเดียวก็มารับ หรือจะว่าจ้างรถโดยสาร รถมอเตอร์ไซต์มาส่งก็ได้  จากบ ข ส แม่สายไปดอยผาหมีใกล้มาก เที่ยวดอยมาเยอะเกือบทั่วประเทศ บอกเลยว่าการมาเที่ยวดอยผาหมีเที่ยวง่ายที่สุดกว่าดอยไหน สะดวกมากจริง ๆ

เมื่อเริ่มเข้ามาสู่ตัวหมู่บ้าน จะเริ่มรู้สึกถึงความเป็นชุมชน  บ้านผาหมีเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีชาวบ้านอาศัยประมาณ 300 กว่าครัวเรือน ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาชนเผ่าอาข่า ในปัจจุบันบ้านส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ผสมปูนกลมกลืนไปกับธรรมชาติ ตั้งเรียงรายริมถนนไปตามไหล่เขา ความงดงามของดอยผาหมีที่ฉันรู้สึกชอบ คือ

เป็นดอยที่มีภูเขาเขียวขจี ล้อมรอบแบบ 360 องศา ไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใดของหมู่บ้าน จะเห็นภูเขาที่มีรูปทรงสวยงามตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเสมอ เป็นหมู่บ้านที่มีทัศนียภาพที่ดีมาก อากาศสดชื่น เย็นสบาย บรรยากาศค่อนข้างสงบผู้คนไม่พลุกพล่าน

ย้อนไปเมื่อในอดีตก่อนจะเป็นหมู่บ้านผาหมีที่มีถนนหนทางเข้าถึง ชาวบ้านในพื้นที่ต้องอยู่อย่างยากลำบาก และหวาดผวา เพราะหมู่บ้านอยู่ติดชายแดนท่ามกลางเสียงปืนและเสียงสู้รบของกองกำลังพม่ากับชนกุล่มน้อย

หลังจากที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทราบจึงมีความเป็นห่วงราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ อาจเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายและการแพร่ระบาดของยาเสพติด แถมสภาพหมู่บ้านอยู่บนภูเขาสูง ธุรกันดาร การเดินทางยากลำบาก  ชาวไทยภูเขาไม่มีอาชีพที่แน่นอน  

พระองค์จึงเสด็จมาพระราชทานความช่วยเหลือ และรับสั่งให้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ที่ปลอดภัยกว่า คือ พื้นที่ของดอยผาหมีในปัจจุบัน พระองค์เสด็จมาที่ดอยผาหมีถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2513  และครั้งต่อไปคือ  ปี 2516 และปี 2517  เพื่อติดตามผลว่าชาวบ้านมีความเป็นอยู่อย่างไรบ้างหลังจากที่ได้พระราชทานความช่วยเหลือ 

ด้วยสภาพหมู่บ้านเป็นสันเขาสูงการเดินทางลำบาก เมื่อเสด็จลงจากเฮลิคอปเตอร์แล้วต้องใช้ม้า ลา ล่อ เดินทางต่อเพื่อไปเยี่ยมราษฎร

โดยทรงพระราชทานสิ่งของ สัตว์เลี้ยง พันธุ์พืชกาแฟ เพื่อใช้ประกอบอาชีพ หลังจากพระองค์ทรงเสด็จกลับไป ปรากฎว่าชาวบ้านต้องตื่นตระหนก ได้ยินเสียงดังอึกทึกในหมู่บ้านแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ทุกคนเตรียมจอบเสียมเตรียมต่อสู้กับผู้บุกรุก

แต่ปรากฏว่าภาพที่ได้เห็น คือ รถแทรกเตอร์ รถขนดินขนทราย ที่กำลังเชื่อมถนนเข้ามาในหมู่บ้าน เมื่อสอบถามไปได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ว่า ได้รับคำสั่งจากหน่วยเหนือให้มาทำถนนเข้าหมู่บ้าน จะได้ขนส่งผลผลิตไปจำหน่ายยังพื้นที่ต่างๆได้ง่ายและสะดวกขึ้น ชาวบ้านผาหมีทุกคนต่างรู้กันดีว่า หน่วยเหนือที่ว่านั้น คือใคร

ในปัจจุบันกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มีการนำแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านมาพัฒนาหมู่บ้าน โดยจัดทำแหล่งท่องเที่ยวเพื่อเป็นการกระจายรายได้ให้กับชุมชน และเป็นการลบภาพเก่าที่คนภายนอกมองว่าหมู่บ้านผาหมีเป็นหมู่บ้านยาเสพติด ให้เป็นที่รู้จักในด้านการท่องเที่ยว

ปัจจุบันเส้นทางไปยังดอยผาหมีเป็นถนนลาดยางทั้งหมด มีถนนหนทางสะดวกขึ้น ทำให้ชาวเขาบนดอยผาหมีมีชีวิตไม่ต่างจากคนเมือง  ชาวบ้านที่นี่มีอาชีพหลัก คือ ทำกาแฟจนกลายเป็นแหล่งผลิตกาแฟรายใหญ่และขึ้นชื่อของเชียงราย

ที่พักบนดอยผาหมีในรูปแบบรีสอร์ท ปัจจุบันมีเพียง 2 แห่ง คือ บูซอโฮมสเตย์และภูฟ้าซาเจ๊ะ และมีลานวัฒนธรรมซึ่งเป็นจุดกางเต้นท์ ฉันเลือกพักที่ ภูฟ้าซาเจ๊ะ นอกจากเหตุผลเรื่องความสะดวกในการเดินทางเพราะอยู่ใจกลางชุมชน ใกล้ร้านกาแฟต่างๆ 

คุณมินท์เจ้าของอัธยาศัยดีให้คำแนะนำเรื่องข้อมูลท่องเที่ยวอย่างดีแล้วนั้น ภูฟ้าซาเจ๊ะ  มีเรื่องราวที่ทำให้อยากมาพักมากขึ้น คือ พื้นที่บริเวณนี้ ในอดีตในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยเสด็จพระราชดำเนินมานั่งพักผ่อนพระอิริยาบถจิบน้ำชา ถึงแม้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เพียงแค่ได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่พระองค์เคยเสด็จทรงงานก็ดีใจมากแล้ว

เจ้าของบ้าน คือ พ่อหลวงซาเจ๊ะ  อดีตผู้ใหญ่บ้านผาหมีที่ประคองพระพาหา(ต้นแขน) ขณะทรงนั่งบนหลังม้า ตามภาพที่พวกเราคุ้นตากันเป็นอย่างดี  ปัจจุบันบ้านหลังนี้นอกจากจะเป็นบ้านพักภายในครอบครัว ยังมีการปรับปรุงพื้นที่ใหม่ให้เป็นที่พัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ดูแลโดยคุณมินท์ ลูกสาวของพ่อหลวงซาเจ๊ะ พ่อหลวงซาเจ๊ะ คือ บุคคลที่นั่งอยู่ด้านหน้า ซึ่งเคยรับเสด็จและถวายงานอย่างใกล้ชิด เมื่อครั้นเสด็จมาเยี่ยมราษฎรที่หมู่บ้านผาหมี อีกท่านคือ ลูกชาย

ห้องพักของ ภูฟ้าซาเจ๊ะ  มี 4 ห้อง ฉันพักแบบห้องละ 2 คน ราคาคืนละ 1350 บาท รวมอาหารเช้า ภายในห้องพักสะดวกสบายกว้างขวาง ห้องพักมีระเบียงชมวิว มองเห็นวิวทิวเขาอยู่เบื้องหน้า

นอกจากที่พักแล้ว ภูฟ้าซาเจ๊ะ ยังให้บริการในส่วนของร้านกาแฟ ร้านอาหาร วิวสวยมากเพราะตั้งอยู่บนที่สูง สามารถมองเห็นวิวของหมู่บ้าน รวมทั้งทิวเขาของดอยผาหมี นั่งนิ่งๆ จิบเครื่องดื่ม ทานอาหาร ชมวิว รับอากาศบริสุทธิ์เป็นความสุขแบบไม่ต้องเร่งรีบ สำหรับใครที่ผ่านไปมาในเส้นทางนี้ ถึงแม้ไม่ได้พักก็แวะมานั่งเล่น ทานอาหาร จิบเครื่องดื่มได้

ภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้นที่เสด็จมาเยี่ยมราษฎรที่ดอยผาหมียังคงอยู่ในความทรงจำของพ่อหลวงซาเจ๊ะไม่ลืม ในฐานะผู้ถวายการรับใช้อย่างใกล้ชิด ภาพเหล่านี้ถูกติดไว้ทั่วผนังบ้าน พ่อหลวงเล่าว่า หลังจากที่พระองค์เสด็จมาพระราชทานความช่วยเหลือ

สร้างอาชีพ สร้างถนนหนทาง จนชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พระองค์ทรงตรัสกับพ่อหลวงว่า ขอให้เลิกปลูกฝิ่นและให้รักษาป่าไม้ ต้นน้ำ ซึ่งพ่อหลวงและชาวผาหมีทุกคนได้ปฎิบัติตามและรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับพระองค์จวบจนทุกวันนี้

ก่อนนั้นชาวอาข่าบนดอยผาหมีจะเดินทางไปไหน ซื้อของในเมืองก็ยากลำบาก ไม่กล้าลงไป เพราะกลัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารจะมาจับ ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงทรงพระราชทานเหรียญห้อยคอคล้ายเหรียญบาท ด้านหน้าเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ ด้านหลังเป็นรูปแผนที่ประเทศไทย

โดยแต่ละเหรียญมีการสลักหมายเลขกำกับแทนบัตรประจำตัวประชาชนของชาวไทยภูเขาสมัยนั้น  ซึ่งพ่อหลวงซาเจ๊ะได้รับเป็นคนแรก เหรียญดังกล่าวใช้แสดงตน เพื่อให้รู้ว่า คือ พสกนิกรของพระองค์  หลังจากมีเหรียญนี้สามารถเดินทางไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น  

ถึงแม้จะมีการทำบัตรประชาชนให้อย่างเป็นทางการแล้ว แต่เหรียญคือ คุณค่าทางจิตใจ เป็นความภาคภูมิใจของชาวบ้านดอยผาหมี  ฉันแค่ได้ยืนมองภาพถ่ายยังตื้นตัน ยังปลื้มใจแทน รู้สึกว่าชาวบ้านโชคดีเหลือเกินที่มีโอกาสได้รับพระราชทานเหรียญ ฉันรู้สึกได้ถึงความรักและความห่วงใยของพระองค์ที่ถูกส่งผ่านมาอยู่ในเหรียญนี้

ขึ้นไปยังจุดชมวิวบนระเบียงดาดฟ้า มองเห็นทิวเขาทอดยาว ภูเขาด้านข้างลักษณะรูปร่างคล้ายหมีนอนคว่ำ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ ดอยผาหมี รวมทั้งในอดีตบริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของหมี จนเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปหมีก็หายไปในที่สุด ถึงแม้จะเป็นช่วงดูหนาวแต่ภูเขายังมีความเขียวขจีไม่มีร่องรอยของความแห้งแล้งเหลืออยู่เลย 

ช่วงวันที่เดินทางฟ้าจะครึ้มๆ ซักหน่อย ไม่ค่อยมีแสงแดดจากดวงอาทิตย์ บรรยากาศคล้ายมาเที่ยวในฤดูฝน รู้สึกสดชื่นมาก  ระหว่างนั้นคุณมินท์เดินมาคุยด้วยเล่าว่าเมื่อก่อนพื้นที่ของดอยผาหมีแห้งแล้งมาก มองไปทางไหนก็มีแต่หญ้าแห้ง ภูเขาหัวโล้นจนพระองค์เสด็จมา พื้นที่แห้งแล้งก็เปลี่ยนเป็นพื้นที่สีเขียวอุดมสมบูรณ์แบบที่เห็นในปัจจุบัน

เกมน่าสนุกได้เงิน : PGSLOTGAME , PGSLOT

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *